บ้านนางสุชาดา ในปัจจุบันเหลือเพียงซากเนินดิน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางสุชาดาว่า นางสุชาดา เป็นธิดาของเสนียกุฏมพี (กุฏมพีเศรษฐี ผู้มีทรัพย์มาก) ในหมู้บ้านเสนานิคม แห่งตำบนอุรุเวลเสนานิคม เมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยสาวนางได้ทำพิธีบวงสวงต่อเทพยดาที่สิงสถิต ณ ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งใกล้บ้านของนาง โดยได้ตั้งปณิธานความปรารถนาไว้ 2 ประการ คือ 1. ขอให้ข้าพเจ้าได้สามีที่มีบุญ มีทรัพยสมบัติ และชาติสกุลเสมอกัน 2. ขอให้ข้าพเจ้ามีบุตรคนแรกเป็นชาย ถ้าความปรารถนาของข้าพเจ้าทั้ง 2 ประการ สำเร็จสมบูรณ์แล้ว ข้าพเจ้าจะทำพลีกรรมแก่ท่านด้วยของอันมีค่าหนึ่งแสนกหาปณะ ครั้นกาลต่อมา ความปรารถาของนางสำเร็จทั้งสองประการ โดยได้สามีเป็นเศรษฐีมีฐานะเสมอกัน และได้บุตรคนแรกเป็นชายนามว่า "ยสะ" นางได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปจนลูกชายแต่งงานแล้ว จึงปรารภที่จะทำพลีกรรมบวงสรวงสังเวยเทพยดาด้วยข้าวมธปยาสเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้นางทาสีสาวใช้ไปปัดกวาดทำความสะอาดบริเวณโคนต้อนไทรนั้น ซึ่งเป็นขณะเดียวกับพระสิทธัตถะบรมโพธิสัตว์ หลังจากเลิกการทรมานร่างกายหันมาเสวยพระกระยาหารหวังจะบำเพ็ญเพียรทางจิต ประทับนั่งพักผ่อนที่ใต้ต้นไทรนั้น ผินพระพักตร์ทอดพระเนตรไปทาทิศตะวันออก มีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกายเป็นปริมณฑลดูงามยิ่งนัก นางทาสีสาวใช้เห็นแล้วก็ตระหนักแน่ในจิตคิดว่า คงเป็นเทพยดาเจ้า มานั่งคอยท่ารับเครื่องพลีกรรม จึงมิได้เข้าไปทำความสอาดดังที่ตั้งใจมา รีบกลับไปแจ้งแก่นางสุชาดาโดยด่วน ฝ่ายนางสุชาดาจึงรีบแต่งกายด้วยเครื่องอาภรณ์อันงดงามเป็นที่เรียบร้อยแล้วยกถาดข้าวมธุปายาสขึ้นทูลศีรษะ ออกจากบ้านพร้อมด้วยบริวารไปยังต้นไทรนั้น ครั้นได้เห็นพระโพธิสัตว์งดงามเช่นนั้น ก็เกิดโสมนัสยินดีสำคัญว่าเป็นรุกขเทวดามานั่งคอยรับเครื่องพลีกรรม จึงน้อมนำเข้าไปถวายพร้อมทั้งถาดทองคำ เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงรับข้าวมธุปายาสแล้ว เสด็จไปประทับที่โคนต้นศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต และได้ตรัสรู้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าในวันนั้น หลังจากได้ประทับเสวยวิมุติสุข คือสุขอันเกิดจากการตรัสรู้บริเวณใกล้ๆ นั้นเป็นเวลา 7 สัปดาห์ รวม 45 วัน แล้วได้เสด็จไปแสดงธรรมโปรดพระปัจจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีต่อไป
พุทธคยา เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ปัจจุบันอยู่ในตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร บริเวณพุทธคยา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เดิมเป็นบริเวณหมู่บ้านอุรุเวลา ปัจจุบันเสียงเรียกเพี้ยนไปเป็น อุเรล อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ เมืองคยา ประมาณ 10 กิโลเมตร เจดีย์พุทธคยา ปัจจุบันมีการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลอินเดีย และผู้ว่าการรัฐพิหาร โดยมีการตั้งคณะกรรมการดูแลพุทธคยา และมีพระราชบัญญัติว่าด้วยวิหารพุทธคยาขึ้น รอบๆ โพธิมณฑลของ พุทธคยานั้น ก็มีชาวพุทธชาติต่างๆ ไปสร้างวัดอยู่มากมาย พระมหาเจดีย์พุทธคยานั้น มีประวัติยาวนานมาก สันนิษฐานว่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แต่เป็นขนาดย่อมกว่าสมัยปัจจุบัน ต่อมาผ่านยุคสมัยของกษัตริย์ชาวพุทธมากมาย กษัตริย์ คฤหบดี เศรษฐีต่างสร้างต่อเติมจาก ขนาดเดิม จนใหญ่ขึ้น เช่น ราว พ.ศ. 674 พระเจ้าหุวิชกะ กษัตริย์มคธ เสด็จมานมัสการ และได้ทรงให้สร้าง เป็นศิลปะที่สวยงาม โดยสร้างต่อเติมจนใหญ่เป็นมหาสถูปของพระพุทธศาสนา เป็นสถาปัตยกรรมอินเดียแบบพุทธ ที่งดงาม โดยรอบของพระเจดีย์ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ตามช่องเล็กช่องน้อยของพระมหาเจดีย์
ราวปี พ.ศ. 2133 นักบวชฮินดูรูปหนึ่ง ชื่อ โคเสนฆมัณฑิคีร์ ได้เดินทางมาถึงที่พุทธคยา และเกิดชอบใจในทำเลนี้ จึงได้ตั้งสำนักเล็กๆ ใกล้ๆ กับพระมหาเจดีย์พุทธคยา แต่พออยู่ไปนานๆ ก็คล้ายๆ กับเป็นผู้ครอบครองไปโดยปริยาย ซึ่งพวกมหันต์นี้ แท้ที่จริงแล้วคือนักธุรกิจที่มาในรูปของนักบวชฮินดู กล่าวกันว่า เป็นพวกที่ติดอันดับ 1 ใน 5 มหาเศรษฐี ของรัฐพิหาร ผู้นำของมหันต์ปัจจุบัน ก็มีการสืบทอดมาตั้งแต่ "โคเสณฆมัณฑิคีร์" ขณะนี้เป็นองค์ที่ 15 แล้ว การที่พวกมหันต์ มาครอบครองพุทธคยานั้น ไม่ได้ดูแลพุทธคยาแต่อย่างใด เพียงใช้พื้นที่เพื่อหาประโยชน์แก่ตนเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2417 พระเจ้ามินดงมิน แห่งพม่า ได้ส่งคณะทูต มายังประเทศอินเดีย เพื่อขอบูรณะ ปฏิสังขรณ์พระวิหาร เพื่อดูแลรักษาพุทธสถานแห่งนี้ เมื่อได้รับความยินยอมจากพวกมหันต์ และรัฐบาลอินเดียแล้ว จึงได้เริ่มทำการบูรณะ ทางรัฐบาลอินเดียได้ส่ง เซอร์ อเล๊กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม กับ ดร.ราเชนทรลาล มิตระ เข้าเป็นผู้ดูแลกำกับการบูรณะ หลังจากนั้น คณะผู้แทนจากพม่าจำเป็นต้องเดินทางกลับ ทางรัฐบาลอินเดียจึงรับงานบูรณะทั้งหมดมาทำแทน และเสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2427 จนเป็นรูปร่างดังที่เห็นในปัจจุบัน
ในปีพ.ศ. 2434 ท่านอนาคาริกธรรมปาละ ชาวพุทธศรีลังกาเดินทางมายังพุทธคยา พร้อมกับพระภิกษุโกเซน คุณรัตนะ ชาวญี่ปุ่น ได้พบเห็นสภาพของพุทธคยาแล้วถึงกับเศร้าสลดใจ เพราะไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรจากพวกมหันต์ที่มายึดครองพระวิหารพุทธคยาและพื้นที่โดยรอบ โดยไม่ชอบธรรม ทั้งไม่ได้สนใจดูแลพุทธคยา ท่านจึงตั้งปณิธานว่า จะทำให้พุทธคยา กลับคืนมาเป็นของชาวพุทธให้ได้ ปณิธานนี้มาสำเร็จในภายหลัง
พระมหาเจดีย์พุทธคยานั้นเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์กลางของพุทธคยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเป็นที่ซึ่งพุทธศาสนิกชนจากทุกมุมโลก ปรารถนาจะมานมัสการให้ได้ ยามเช้าของอินเดียแสงอาทิตย์จะสาดส่องมายังองค์พระเจดีย์ บังเกิดแสงระยิบระยับงดงามมาก ซึ่งก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะต่อพุทธศาสนิกชนที่พบเห็นยิ่งนัก ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 หลวงจีนเฮี่ยนจัง หรือพระถังซำจั๋ง ได้เดินทาง จาริกจากเมืองจีนมายังอินเดีย เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา ได้เดินทางมาถึง พระมหาโพธิมณฑลแห่งนี้ ท่านได้บันทึกไว้ว่า ทางตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น มีวิหารสูงประมาณ 160 - 170 ฟุต กำแพงเบื้องล่างของวิหารด้านนอก สูงประมาณ 29 หรือกว่านั้น ตัวอาคารทำด้วยกระเบื้องสีฟ้า ทาทับด้วยปูนขาว ทุกห้องในชั้นต่างๆ บรรจุรูป ที่ทำด
พุทธคยา เป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ ปัจจุบันอยู่ในตำบลพุทธคยา อำเภอคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร บริเวณพุทธคยา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เดิมเป็นบริเวณหมู่บ้านอุรุเวลา ปัจจุบันเสียงเรียกเพี้ยนไปเป็น อุเรล อยู่ห่างจากสถานีรถไฟ เมืองคยา ประมาณ 10 กิโลเมตร เจดีย์พุทธคยา ปัจจุบันมีการดูแลอย่างดีจากรัฐบาลอินเดีย และผู้ว่าการรัฐพิหาร โดยมีการตั้งคณะกรรมการดูแลพุทธคยา และมีพระราชบัญญัติว่าด้วยวิหารพุทธคยาขึ้น รอบๆ โพธิมณฑลของ พุทธคยานั้น ก็มีชาวพุทธชาติต่างๆ ไปสร้างวัดอยู่มากมาย พระมหาเจดีย์พุทธคยานั้น มีประวัติยาวนานมาก สันนิษฐานว่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แต่เป็นขนาดย่อมกว่าสมัยปัจจุบัน ต่อมาผ่านยุคสมัยของกษัตริย์ชาวพุทธมากมาย กษัตริย์ คฤหบดี เศรษฐีต่างสร้างต่อเติมจาก ขนาดเดิม จนใหญ่ขึ้น เช่น ราว พ.ศ. 674 พระเจ้าหุวิชกะ กษัตริย์มคธ เสด็จมานมัสการ และได้ทรงให้สร้าง เป็นศิลปะที่สวยงาม โดยสร้างต่อเติมจนใหญ่เป็นมหาสถูปของพระพุทธศาสนา เป็นสถาปัตยกรรมอินเดียแบบพุทธ ที่งดงาม โดยรอบของพระเจดีย์ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ตามช่องเล็กช่องน้อยของพระมหาเจดีย์
ราวปี พ.ศ. 2133 นักบวชฮินดูรูปหนึ่ง ชื่อ โคเสนฆมัณฑิคีร์ ได้เดินทางมาถึงที่พุทธคยา และเกิดชอบใจในทำเลนี้ จึงได้ตั้งสำนักเล็กๆ ใกล้ๆ กับพระมหาเจดีย์พุทธคยา แต่พออยู่ไปนานๆ ก็คล้ายๆ กับเป็นผู้ครอบครองไปโดยปริยาย ซึ่งพวกมหันต์นี้ แท้ที่จริงแล้วคือนักธุรกิจที่มาในรูปของนักบวชฮินดู กล่าวกันว่า เป็นพวกที่ติดอันดับ 1 ใน 5 มหาเศรษฐี ของรัฐพิหาร ผู้นำของมหันต์ปัจจุบัน ก็มีการสืบทอดมาตั้งแต่ "โคเสณฆมัณฑิคีร์" ขณะนี้เป็นองค์ที่ 15 แล้ว การที่พวกมหันต์ มาครอบครองพุทธคยานั้น ไม่ได้ดูแลพุทธคยาแต่อย่างใด เพียงใช้พื้นที่เพื่อหาประโยชน์แก่ตนเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2417 พระเจ้ามินดงมิน แห่งพม่า ได้ส่งคณะทูต มายังประเทศอินเดีย เพื่อขอบูรณะ ปฏิสังขรณ์พระวิหาร เพื่อดูแลรักษาพุทธสถานแห่งนี้ เมื่อได้รับความยินยอมจากพวกมหันต์ และรัฐบาลอินเดียแล้ว จึงได้เริ่มทำการบูรณะ ทางรัฐบาลอินเดียได้ส่ง เซอร์ อเล๊กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม กับ ดร.ราเชนทรลาล มิตระ เข้าเป็นผู้ดูแลกำกับการบูรณะ หลังจากนั้น คณะผู้แทนจากพม่าจำเป็นต้องเดินทางกลับ ทางรัฐบาลอินเดียจึงรับงานบูรณะทั้งหมดมาทำแทน และเสร็จสมบูรณ์ ในปี พ.ศ. 2427 จนเป็นรูปร่างดังที่เห็นในปัจจุบัน
ในปีพ.ศ. 2434 ท่านอนาคาริกธรรมปาละ ชาวพุทธศรีลังกาเดินทางมายังพุทธคยา พร้อมกับพระภิกษุโกเซน คุณรัตนะ ชาวญี่ปุ่น ได้พบเห็นสภาพของพุทธคยาแล้วถึงกับเศร้าสลดใจ เพราะไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควรจากพวกมหันต์ที่มายึดครองพระวิหารพุทธคยาและพื้นที่โดยรอบ โดยไม่ชอบธรรม ทั้งไม่ได้สนใจดูแลพุทธคยา ท่านจึงตั้งปณิธานว่า จะทำให้พุทธคยา กลับคืนมาเป็นของชาวพุทธให้ได้ ปณิธานนี้มาสำเร็จในภายหลัง
พระมหาเจดีย์พุทธคยานั้นเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นศูนย์กลางของพุทธคยา ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของ ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และเป็นที่ซึ่งพุทธศาสนิกชนจากทุกมุมโลก ปรารถนาจะมานมัสการให้ได้ ยามเช้าของอินเดียแสงอาทิตย์จะสาดส่องมายังองค์พระเจดีย์ บังเกิดแสงระยิบระยับงดงามมาก ซึ่งก่อให้เกิดศรัทธาปสาทะต่อพุทธศาสนิกชนที่พบเห็นยิ่งนัก ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 หลวงจีนเฮี่ยนจัง หรือพระถังซำจั๋ง ได้เดินทาง จาริกจากเมืองจีนมายังอินเดีย เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนา ได้เดินทางมาถึง พระมหาโพธิมณฑลแห่งนี้ ท่านได้บันทึกไว้ว่า ทางตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น มีวิหารสูงประมาณ 160 - 170 ฟุต กำแพงเบื้องล่างของวิหารด้านนอก สูงประมาณ 29 หรือกว่านั้น ตัวอาคารทำด้วยกระเบื้องสีฟ้า ทาทับด้วยปูนขาว ทุกห้องในชั้นต่างๆ บรรจุรูป ที่ทำด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น