บูชาพระบรมสารีริกธาตุ แม่น้ำคงคา Puja Relics in Ganga River 2559



บูชาพระบรมสารีริกธาตุ แม่น้ำคงคา Puja Relics in Ganga River 2559 แม่น้ำคงคา เป็นแม่น้ำสายสำคัญดุจดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชาวอินเดีย ด้วยระยะทางถึง 2,500 กิโลเมตร นอกจากจะหล่อเลี้ยงร่างกายของชาวอินเดียแล้ว แม่น้ำคงคายังคงสามารถหล่อเลี้ยงจิตใจ และจิตวิญญาณของชาวฮินดูไว้ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะตามประวัติของแม่น้ำคงคาที่มีความพิสดารเกี่ยวกับพระเป็นเจ้าในศาสนาฮินดูที่ถูกถ่ายทอดปลูกฝังจากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง กลายเป็นสายแห่งศรัทธาที่ไม่มีสิ่งใดจะมาทำลายลงได้ ดังจะขอกล่าวถึงความเป็นมาของแม่น้ำสายสำคัญสายนี้ ดังต่อไปนี้
พระแม่คงคาเป็นพระธิดาองค์โตของท่านท้าวหิมวัตกับพระนางเมนา และเป็นเชษฐภคินีของพระนางอุมา ทั้งสองเป็นพระชายาของพระศิวะแห่งเขาไกรลาส พระแม่คงคาประทับอยู่บนยอดเขาหิมาลัยเพียงแห่งเดียว มิได้หลั่งไหลสายน้ำลงมาสู่โลกมนุษย์แต่อย่างไร ถึงแม้จะมีความเพียรพยามของเทพเจ้าทั้งหลายให้พระแม่คงคาได้กรุณาปล่อยสายน้ำให้ไหลลงสู่โลกมนุษย์เพื่อให้เกิดความชุ่มฉ่ำเย็นสบายแก่แผ่นดินก็ตาม แต่ก็ไร้ผล
ลุถึงสมัยของท้าวสาคร กษัตริย์แห่งเมืองอโยธยา ทรงมีพระราชดำริถึงพิธีอัศวเมธ คือ พระราชพิธีปล่อยม้าศึกเพื่อแสดงพระราชอำนาจ และพระแสนยานุภาพให้ปรากฏแก่กษัตริย์ตามเมืองต่างๆ โดยหากมีผู้ใดผู้หนึ่งกล้าจับม้าตัวนี้ซึ่งเรียกกันว่า "ม้าอุปการ" ก็จะเกิดศึกสงครามขึ้นทันที กษัตริย์อินเดียที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่ในชมพูทวีปสมัยนั้นมักจะใช้วิธีการนี้เป็นการบอกกล่าว โดยพระราชพิธีครั้งนี้ท้าวสาครโปรดฯให้พระราชโอรส 60,000 พระองค์ คอยติดตามและป้องกัน ครั้นพระอินทร์แปลงกายเป็นรากษสลักพาม้าอุปการในการประกอบพระราชพิธีนี้ไป ท้าวสาครทรงพิโรธมาก มีรับสั่งให้พระราชโอรสทั้งหมดตามหาม้าอุปการคืนมา จะด้วยวิธีใดก็ได้ กาลครั้งนั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เหล่าเทพ อสูร ครุฑ รากษส และสัตว์อื่นเป็นจำนวนมาก ร้อนถึงพระวิษณุต้องแปลงกายเป็นฤาษีกบิลเพื่อเข้าแก้ไขสถานการณ์ เมื่อบรรดาพระโอรสของท้าวสาคร มาพบฤาษีกบิลอยู่กับม้าอุปการจึงเข้าไปหมายจะทำร้ายพระฤาษี พระฤาษีแปลงจึงได้สำแดงฤทธิ์บันดาลให้เปลวเพลิงออกมาจากนัยน์ตาที่ 3 เผาผลาญสรีระของพระพระราชกุมารทั้งหมดมอดไหม้กลายเป็นเถ้าในพริบตา คงเหลือเพียงพระอัฐิซึ่งมีบาปติดอยู่เท่านั้น
ท้าวสาครเมื่อทรงทราบเหตุการณ์โดยลำดับจากพระฤาษีเทวนารถแล้ว ทรงโทมนัสพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงมีพระกระแสรับสั่งให้พระราชนัดดาพระนามว่า เจ้าชายศุมนต์หรืออังสุมัน ไปพบพระฤาษีกบิลเพื่อไต่ถามถึงวิธีการแก้ไขให้บาปของพระราชกุมารทั้ง 60,000 พระองค์หายไป พระฤาษีได้กล่าวกับพระราชนัดดาว่า "วิญญาณของพระกุมารทั้งหมดนั้น จะพ้นจากบาปและจะได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เมื่อพระอัฐิเหล่านั้นได้ถูกชำระล้างด้วยพระคงคาวารี คือ น้ำจากพระแม่คงคาเท่านั้น บาปจึงจะหมดสิ้นไป"
จนถึงสมัยของพระราชาพระนามว่า ภังคีรถ เมื่อทรงทราบเหตุการณ์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับพระราชบรรพบุรุษทั้งหมดในอดีตทรงเกิดความโทมนัสพระหทัยยิ่งนัก จึงทรงสละราชสมบัติออกบำเพ็ญเพียรตบะ บนภูเขาหิมาลัยอย่างอุกฤษฏ์ ซึ่งทรงปฏิบัติอย่างตั้งพระทัยเพื่อขอความกรุณาจากพระแม่คงคาได้ประทานสายน้ำลงสู่พื้นแผ่นดินเพื่อชำระพระอัฐิของพระราชบรรพบุรุษที่มีบาปติดอยู่ให้หมดสิ้นไป
พระราชาภังคีรถ เพียรพยามอยู่นานหลายปีเพื่อขอพรจากพระพรหม เมื่อความเพียรนั้นร้อนถึงพรหมอาสน์ พระพรหมจึงปรากฏพระองค์ต่อหน้าพระราชาภังคีรถ แต่พระพรหมเองเมื่อทราบความต้องการของพระราชาภังคีรถแล้วก็มิสามารถอ้อนวอนต่อพระแม่คงคาได้ เพราะเนื่องจากพระแม่คงคาสูงด้วยบารมี มีฤทธิ์ที่แก่กล้าและน่าเกรงขาม ยามพิโรธก็จะเป็นภัยแก่แผ่นดินไม่มีใครจะต้านทานได้ นอกจากองค์มหาเทพศิวะผู้ยิ่งใหญ่เพียงพระองค์เดียว
พระราชาภังคีรถเมื่อทราบดังนั้นจากพระพรหมแล้วได้บำเพ็ญเพียรอย่างอุกฤษฏ์ต่อพระมหาเทพศิวะ จนพระศิวะพอพระทัยจึงไปเจราจากับพระแม่คงคาเพื่อให้ความปรารถนาของพระราชาสำเร็จ โดยพระมหาเทพศิวะได้อัญเชิญพระแม่คงคาประทับบนมวยผมของพระองค์เอง เพื่อเป็นการสกัดกั้นภัยพิบัติอันจะเกิดขึ้นในยามที่พระแม่คงคาทรงพิโรธ ช่วยให้สายธารแห่งพระแม่คงคาไหลจากยอดเขาหิมาลัยลงสู่พื้นแผ่นดินบนโลกมนุษย์ด้วยอาการที่แช่มช้อยและเยือกเย็นนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

วัดไทยสารนาถ ก่อตั้งโดย พระครูประกาศสมาธิคุณ วัดมหาธาตุฯ กรุงเทพมหานคร เมื่อ พ.ศ.2514 โดยตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อจัดซื้อที่ดินให้นามว่า "มูลนิธิมฤคทายวันมหาวิหาร" ในที่สุดก็สามารถซื้อที่ดินจำนวน 32 ไร่ ตรงกันข้ามกับพิพิธภัณฑ์สารนาถได้ และได้เริ่มก่อนสร้างศาสนวัตถุหลายแห่งภายในวัด ปัจจุบันได้ทำการก่อสร้างพระพุทธรูปยืนศิลปะคุปตะขนาดใหญ่สูงราว 30 เมตร ศิลปะสมัยคุปตะอันเป็นสมัยที่นิยมในสารนาถ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีงานฉลององค์พระไปเมื่อต้นปี 2554 ที่ผ่านมาก ส่วนเสนาสนะมีพระอุโบสถสร้างด้วยหินทราย จำนวน 1 หลัง กุฏิสำหรับพระสงฆ์ และผู้แสวงบุญ 1 หลัง โรงครัว 1 หลัง หมู่กุฏิสำหรับวิปัสสนากัมมัฏฐาน 1 หลัง ศาลาที่ปฏิบัติธรรม 1 หลัง โรงเรียนประถมสำหรับเด็กนักเรียนอินเดีย 1 หลัง

ธัมเมกขสถูป เป็นหนึ่งในสังเวชนียสถาน 4 แห่งที่สำคัญของพุทธศาสนิกชน ธัมเมกขสถูป มาจากคำว่า ธัมเมกขะ หมายถึง เห็นธรรม ส่วน สถูป หมายถึงสิ่งก่อสร้างที่บรรจุของควรบูชา เป็นอนุสรณ์เตือนใจให้เกิดกุศลธรรม ดังนั้นธัมเมกขสถูปที่สร้างขึ้นนี้ ก็เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ท่านผู้เห็นธรรมในครั้งนั้น คือพระอัญญาโกณทัญญะ นั่นเอง ความเป็นมาของธัมเมกขสถูปนี้ ไม่แน่ชัดว่าเริ่มสร้างขึ้นในสมัยใด สันนิษฐานกันว่าน่าจะสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช (พ.ศ. 269-311) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุด และอาจมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ต่อเติมขึ้นมาในสมัยราชวงศ์คุปตะ (ราว พ.ศ. 900-1100) เพราะแผ่นอิฐด้านในพระสถูปนั้น มี อายุเก่าแก่กว่าแผ่นอิฐด้านนอก และลวดลายที่ปรากฏบนองค์พระสถูปด้านนอกนั้นเป็นลวดลายใบไม้ ดอกไม้ นก และรูปทรงเรขาคณิต ซึ่งเป็นศิลปะที่

ความคิดเห็น